การประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัท

     

 


 

สภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขัน 2562

      ในปี 2562 ที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาที่กระทบเศรษฐกิจในหลายๆด้านซึ่งทำให้ GDP ของประเทศไทยถูกปรับลดลงอยู่ในระดับต่ำถึง 2.4% และคาดว่าจะต่ำลงอีกในปี 2563 อยู่ในระดับ 1.5%-2.5% เท่านั้น ผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยหลักๆคงหนีไม่พ้นเรื่องสงครามการค้าของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับจีน ผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจในการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล และการชะลอตัวของโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่จากมาตรการ LTV ที่มีผลกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างโดยตรง อีกทั้งผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่ทางประเทศไทยได้รับมีทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

      สำหรับการแข่งขันวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างภาพรวม การนำเข้าจากประเทศจีนยังคงเพิ่มขึ้น และมีผู้นำเข้าที่นำสินค้ามากขึ้นจากทางอินเดีย ทำให้ราคาวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่คล้ายคลึงกันที่ผลิตได้ในประเทศต้องประคองราคา หรือลดต่ำลง

      ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 ในด้านยอดขาย ทางบริษัทฯได้ทำการตลาดเชิงรุก โดยเน้นที่กลุ่มซ่อมแซมเป็นหลัก ซึ่งเหมาะสมกับศักยภาพของบริษัทฯที่มีจุดขายทั่วประเทศ ทำให้การทำงานของสาขาสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ทั่วประเทศ และลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้อย่างสะดวก ทำให้บริษัทฯยังสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้ โดยยอดขายในครึ่งปีแรกเติบโตร้อยละ 3.7 ในด้านมูลค่า และร้อยละ 1.4 ทางด้านปริมาณ เนื่องจากสินค้าที่ทางบริษัทฯจำหน่ายเป็นกระเบื้องเซรามิคเป็นหลัก มีจุดแข็งอยู่ที่ลวดลายที่แตกต่างจากสินค้านำเข้า สามารถเลือกซื้อได้ง่ายและมีราคาที่เหมาะสมอยู่แล้ว ประกอบกับทางบริษัทฯได้ผลักดันกระเบื้องขนาดใหญ่ที่มีอัตรากำไรที่ดีและได้ราคามากกว่า ทำให้ราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ในด้านของการผลิต บริษัทฯสามารถผลิตสินค้าได้มากกว่าปีก่อนร้อยละ 6.5 จึงทำให้ต้นทุนในการผลิตถูกลงเนื่องจาก economy of scale

      ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 สถานการณ์เศรษฐกิจแย่ลงเนื่องจากภัยแล้งในหลายจังหวัด ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรน้อยลง ประชากรในต่างจังหวัดขาดรายได้เพื่อใช้ในการซ่อมแซม ทางบริษัทฯจึงเปลี่ยนพื้นที่ในการทำตลาดให้ทุกสาขาทำตลาดในเมืองมากขึ้น ส่งผลทำให้บริษัทฯสามารถประคองยอดขายได้ โดยยอดขาดลดลงเพียงแค่ร้อยละ 0.3 จากปีก่อน เนื่องจากการแข่งขันภายในประเทศจากสินค้านำเข้าเริ่มรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยลดลงร้อยละ 3 จากปีก่อน

      ด้วยศักยภาพของช่องทางขายของทางบริษัทฯที่ครอบคลุมทั้งประเทศ ประกอบกับกลยุทธที่สอดคล้องกับสภาพตลาด จึงส่งผลทำให้บริษัทฯสามารถรักษายอดขายสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วร้อยละ 1.1 อีกทั้งยังบริหารจัดการให้อัตรากำไรสุทธิคงที่อีกด้วย

ยอดขายแบ่งตามธุรกิจกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง ในกลุ่มเซรามิค ในรอบ 3 ปี  (ล้านบาท)

% สัดส่วนยอดขาย (Market Share) แบ่งตามธุรกิจกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง ในกลุ่มเซรามิค ในรอบ 3

ที่มา : ข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย               
DCC = บมจ.ไดนาสตี้ เซรามิค

TGCI = บมจ.ไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่,

UMI = บมจ.สหโมเสคอุตสาหกรรม, 

COTTO = บมจ.เอสซีจี เซรามิกส์ (ประกอบด้วย 1.บริษัทเซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด 2. บริษัทเจมาโก จำกัด 3.บริษัทเดอะ สยาม เซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด 4. บริษัทโสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด และ 5.บริษัทไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) : บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) “บริษัท” เกิดจากการรวมธุรกิจโดยวิธีการควบบริษัท ซึ่งเป็นการรวมธุรกิจที่ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องเซรามิกในประเทศไทยภายใต้กลุ่มบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 5 บริษัท เพื่อจัดโครงสร้างองค์กรให้มีความเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันในแต่ละบริษัท รวมทั้งรองรับการขยายตัวของธุรกิจเซรามิกทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทมีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยและได้รับอนุมัติเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 (วันควบบริษัท)

 

 

แผนงานและกลยุทธ์ในปี 2563

ในปี 2563 บริษัทฯ วางเป้าหมายในการดำเนินงาน 4 ส่วนใหญ่ๆ  ดังนี้

      1.เพิ่มสัดส่วนยอดขายและราคาขายถัวเฉลี่ยจากผลิตภัณฑ์ใหม่

1.1 กระเบื้องปูพื้นขนาดใหม่ ใหญ่กว่าเดิม คือ กระเบื้องปูพื้นขนาด 60x120 ซม. ซึ่งสามารถแข่งขันด้านราคากับกระเบื้องนำเข้าจากจีนได้ในราคาที่ถูกกว่า
1.2 กระเบื้องบุผนังขนาด 30x50 ซม. นำออกสู่ตลาดปลายปี 2562 ซึ่งเป็นกระเบื้องบุผนัง ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าที่มีวางจำหน่ายอยู่ เป็นไปตามการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด ที่มีความต้องการใช้กระเบื้องขนาดใหญ่ขึ้น เป็นที่นิยมมากขึ้น ทั้งในส่วนงานโครงการ และกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ 
1.3 กระเบื้องปูพื้น แบบ ANTI SLIP หรือ กระเบื้องกันลื่น ขนาด 40x40ซม. และขนาด 60x60ซม. ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลิตขึ้นจากการค้นคว้าและพัฒนาให้กระเบื้องเซรามิคมีคุณลักษณะเฉพาะ ที่มีผิวหน้าที่กันลื่นมากกว่ากระเบื้องเคลือบทั่วไป แม้ในพื้นที่ เปียกชื้น พื้นที่ซักล้าง หรือ พื้นที่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเป็นทางเลือกในการใช้งานอย่างปลอดภัยมากขึ้น 
1.4 กระเบื้อง โมเสค RCI (RCI GLASS MOSAIC) ขนาด 30x30ซม. เป็นสินค้าชนิดใหม่ล่าสุด ที่ออกวางจำหน่ายที่เน้นลักษณะเด่นของกระเบื้องแก้วโมเสค ที่มีความสวยงาม หรูหรา มีทั้งชนิดที่ใช้ตกแต่งทั่วไป (RCI MOSAIC)  และชนิดปูสระว่ายน้ำ (RCI POOL MOSAIC) โดยจัดให้มีการแสดงสินค้า  การจัดตกแต่งห้องตัวอย่าง ที่แตกต่างและหลากหลาย ณ จุดขายที่สาขา

      2.ลดงบประมาณรายจ่ายลงทุน โดยยังไม่มีการลงทุนเพิ่มในการสร้างสาขาใหม่ เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเน้นพัฒนาสาขาที่กำลังก่อสร้างและมีอยู่ในปัจจุบัน ต่อเนื่องจากปี 2562 เพิ่มลูกค้าพื้นที่ให้เช่า  เพื่อให้เป็นจุดศูนย์กลางในการบริการลูกค้า แผนการปรับปรุงภาพลักษณ์จึงยังเป็นหนึ่งในแผนงานที่สำคัญ โดยจะปรับปรุงสภาพแวดล้อมของสาขา ปรับพื้นที่ให้โล่งสะดวกสบาย มีพื้นที่จอดรถกว้างขวาง ทันสมัยดึงดูดลูกค้า รวมถึงติดเครื่องปรับอากาศในบางสาขา ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสามารถใช้เวลาเลือกซื้อของได้นานและสะดวกสบายมากขึ้น

      3.ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายทั้งองค์กรลงร้อยละ 10 โดยได้รับความร่วมมือจากพนักงานทุกหน่วยงาน เพื่อพยายามให้ผลประกอบการที่ดีขึ้น

      4.พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานทุกระดับ ส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ การพัฒนาพนักงานทุกระดับให้เป็นคนดี คนเก่ง กระตุ้นให้มีความพร้อมในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นการเสริมสร้างทักษะ  รวมถึงการเรียนความรู้ใหม่เพื่อให้ปรับตัวทันกับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป   โดยบริษัทจัดการอบรมความรู้ให้แก่พนักงานทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัท เบื้องต้นจะได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรปฐมนิเทศสำหรับพนักงานใหม่ ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท วัฒนธรรมองค์กรและข้อมูลในการทำงานเบื้องต้น รับทราบระเบียบต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้พนักงานใหม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรโดยรวม