การประกอบธุรกิจของกลุ่มบริษัท

     

 


 

สภาวะอุตสาหกรรมและการแข่งขัน 2563

  ถ้าจะพูดถึงสภาพเศรษฐกิจในประเทศไทยในปี 2563 ก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เงินสะพัดในประเทศไทยต่ำสุดในรอบ 13 ปี GDP ของประเทศไทยทั้งปีคาดว่าจะติดลบประมาณ 7.1% (ตัวเลขคาดการณ์จาก IMF) เศรษฐกิจในประเทศซบเซาลงอย่างมาก ทำให้การแข่งขันในธุรกิจเป็นไปอย่างรุนแรง และหลายธุรกิจต้องปิดกิจการไป รวมไปถึงร้านค้าคู่ค้าของบริษัทฯ หลายแห่งที่ปิดตัวลง

      อย่างไรก็ดี ช่วงต้นปีที่ทางรัฐบาลประกาศล็อคดาวน์ประเทศ ในส่วนสาขาของบริษัทฯ ถูกจัดว่าเป็นร้านค้าขนาดเล็ก ไม่ใช่ศูนย์การค้า จึงทำให้ธุรกิจเรายังสามารถดำเนินกิจการได้ และเราได้เพิ่มมาตรการการควบคุมโรคตามคำแนะนำของกฎกระทรวงสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานและลูกค้าทุกท่าน จึงทำให้ลูกค้าที่เคยใช้บริการของศูนย์การค้าขนาดใหญ่หันมาเลือกช่องทางของบริษัทฯ มากขึ้น  ในทางลบผลจากสถานการณ์โรคระบาดนี้ ทางบริษัทฯ ก็ได้หยุดการทำการตลาดเชิงรุกลงไปเช่นกัน ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการดังกล่าวของรัฐบาล

    ช่วงครึ่งปีหลัง ทางบริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมกับสถานการณ์โรคระบาดนี้ โดยยังคงรักษามาตรฐานการทำตลาดเชิงรุก มีการใช้เครื่องมือสื่อสารในการติดตามลูกค้ามากขึ้น เช่น การส่งข้อมูลประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ โดยใช้ช่องทางสนทนาผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย มุ่งหวังผลปิดการขายโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา ซึ่งผลการทำงานเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง

    ในด้านของนโยบายควบคุมค่าใช้จ่าย ในปี 2563 ทางบริษัทฯ  สามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ถึง 8.1% เนื่องมาจากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานทุกภาคส่วน การตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่ายในทุกขั้นตอนการทำงาน สิ่งที่เราได้ประโยชน์มากที่สุดจากการทำงานในลักษณะของ “New Normal” คือ เรื่องการลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นอกจากต้องพิจารณาว่าสามารถติดต่อช่องทางอื่นได้หรือไม่ ทุกครั้งก่อนที่พนักงานขับรถจะออกจากสาขาต้องมีการวางแผนเส้นทางให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

        ในด้านของผลิตภัณฑ์ ทางบริษัทฯได้พัฒนาสินค้าใหม่เพื่อเจาะตลาดกลุ่มบนมากขึ้น โดยได้ผลิตกระเบื้องขนาดใหญ่ 60x120,

80x80 และ 30x50 ซึ่งช่องทางในการจำหน่ายยังคงใช้สาขาของบริษัทฯ ทั้ง 201 สาขา ที่สามารถกระจายสินค้าได้ครอบคลุมทั่วประเทศในเวลารวดเร็ว สำหรับราคาขายของสินค้าใหม่นี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงราคา 200-400 บาท ต่อตารางเมตร ซึ่งสามารถทำให้ราคาเฉลี่ยของบริษัทฯ ดีขึ้น ยอดขายของสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเรายังคงจะพัฒนาขนาดอื่น ๆ ต่อในปี 2564 เพื่อให้ครอบคลุมตลาดทุกการใช้งาน และทุกระดับ

        ด้วยศักยภาพของช่องทางขายของทางบริษัทฯที่ครอบคลุมทั้งประเทศ การควบคุมดูแลค่าใช้จ่าย ประกอบกับกลยุทธ์

ที่สอดคล้องกับสภาพตลาด และผลิตภัณฑ์ใหม่ จึงส่งผลทำให้บริษัทฯ สามารถรักษายอดขายสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว อีกทั้งยังบริหารจัดการให้อัตรากำไรสุทธิสูงขึ้นมากที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกด้วย

ยอดขายแบ่งตามธุรกิจกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง ในกลุ่มเซรามิค ในรอบ 3 ปี  (ล้านบาท)

% สัดส่วนยอดขาย (Market Share) แบ่งตามธุรกิจกระเบื้องปูพื้นและบุผนัง ในกลุ่มเซรามิค ในรอบ 3 ปี

ที่มา : ข้อมูลผลการดำเนินงานประจำปี จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

DCC = บมจ.ไดนาสตี้ เซรามิค TGCI = บมจ.ไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่, UMI = บมจ.สหโมเสคอุตสาหกรรม,

COTTO = บมจ.เอสซีจี เซรามิกส์ (ประกอบด้วย 1.บริษัทเซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด 2. บริษัทเจมาโก จำกัด 3.บริษัทเดอะ สยาม เซรามิค กรุ๊ป อินดัสทรี่ส์ จำกัด 4. บริษัทโสสุโก้ แอนด์ กรุ๊ป (2008) จำกัด และ 5.บริษัทไทย-เยอรมัน เซรามิค อินดัสทรี่ จำกัด (มหาชน) : บริษัทเอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) “บริษัท” เกิดจากการรวมธุรกิจโดยวิธีการควบบริษัท ซึ่งเป็นการรวมธุรกิจที่ผลิตและจัดจำหน่ายกระเบื้องเซรามิกในประเทศไทยภายใต้กลุ่มบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน  5 บริษัท เพื่อจัดโครงสร้างองค์กรให้มีความเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันในแต่ละบริษัท รวมทั้งรองรับการขยายตัวของธุรกิจเซรามิกทั้งในประเทศและต่างประเทศ บริษัทมีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยและได้รับอนุมัติเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 (วันควบบริษัท)

 

 

แผนงานและกลยุทธ์ในปี 2564

ในปี 2564 บริษัทฯ วางเป้าหมายในการดำเนินงาน 3 ส่วนใหญ่ๆ  ดังนี้

      1.เพิ่มสัดส่วนยอดขาย: พัฒนากระเบื้องปูพื้นขนาดใหม่ คือ กระเบื้องปูพื้นขนาด 60x120 ซม. และ  80x80 ซม. ต่อเนื่องจากปี 2563 ซึ่งสามารถแข่งขันด้านราคากับกระเบื้องนำเข้าจากจีนได้ในราคาที่ถูกกว่า

      2.ลดงบประมาณรายจ่ายลงทุน: โดยยังไม่มีการลงทุนเพิ่มในการสร้างสาขาใหม่ เนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ โดยเน้นพัฒนาสาขาที่กำลังก่อสร้างและมีอยู่ในปัจจุบัน ต่อเนื่องจากปี 2563 เพิ่มลูกค้าพื้นที่ให้เช่า  เพื่อให้เป็นจุดศูนย์กลางในการบริการลูกค้า แผนการปรับปรุงภาพลักษณ์จึงยังเป็นหนึ่งในแผนงานที่สำคัญ โดยจะปรับปรุงสภาพแวดล้อมของสาขา ปรับพื้นที่ให้โล่งสะดวกสบาย มีพื้นที่จอดรถกว้างขวาง ทันสมัยดึงดูดลูกค้า รวมถึงติดเครื่องปรับอากาศในบางสาขา ทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสามารถใช้เวลาเลือกซื้อของได้นานและสะดวกสบายมากขึ้น

      3.พัฒนาประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานทุกระดับ: ต่อเนื่องจากปี 2563 ส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ การพัฒนาพนักงานทุกระดับให้เป็นคนดี คนเก่ง กระตุ้นให้มีความพร้อมในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งเป็นการเสริมสร้างทักษะ  รวมถึงการเรียนความรู้ใหม่เพื่อให้ปรับตัวทันกับแนวโน้มการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป   โดยบริษัทจัดการอบรมความรู้ให้แก่พนักงานทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานได้เข้ามาร่วมงานกับบริษัท เบื้องต้นจะได้รับการฝึกอบรมหลักสูตรปฐมนิเทศสำหรับพนักงานใหม่ ให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท วัฒนธรรมองค์กรและข้อมูลในการทำงานเบื้องต้น รับทราบระเบียบต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้พนักงานใหม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพการทำงาน ซึ่งจะส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรโดยรวม